วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สภาพจิตใจคู่ชีวิต

ผ่านงานศพพ่อไปได้เกือบ 2 เดือนแล้ว  คนที่เหลือยังต้องใช้ชีวิตต่อไป  คู่ชีวิตที่เคยอยู่เคียงข้างกันต้องมีชีวิตอยู่คนเดียว

แม่เป็นคนที่มีความสามารถในการปรับตัวทางด้านอารมณ์น้อยมาก หากมีอะไรกระทบจิตใจก็จะมีปฏิกิริยาออกมาทันที

ย้อนไปช่วงแรกที่พ่อเสีย คร่าวๆคือ ช่วงเดือน มิถุนายน นั่นเอง แม่จะมีท่าทางซึม เหงา เวลาพาขับรถไปซื้อของ หรือเอาของเก่าไปขาย แม่จะเล่าให้ฟังว่า พ่อจะพาไปทางนั้น พ่อจะพาไปทางนี้ พ่อตัดผมร้านนี้ เป็นต้น   สภาพแม่ช่วงแรกๆน่าสงสารอย่างยิ่งผมก็อยากกลับมาอยู่เป็นเพื่อนแต่ก็ทำได้ลำบาก

แม่ต้องการคนที่จะนอนเป็นเพื่อนตอนกลางคืน ช่วงหนึ่งได้ว่าจ้างเด็กแถวนั้นมานอนเป็นเพื่อน  ให้หลานมานอนเป็นเพื่อน แต่ก็ไม่สะดวกใจเท่าไหร่ ท่านเลยนอนคนเดียวเสียเลย ผมจะต้องแลกเวร สลับเวรเพื่อจะหามานอนเป็นเพื่อนให้ได้บ่อยที่สุด อย่างน้อยก็สัปดาห์ละครั้ง และพาแม่ไปซื้อของมาขายด้วย ซึ่งในเดือน มิถุนายนช่วงที่กำลังปรับตัวนั้น จะต้องกลับบ้านเพื่อพาไปซื้อของอย่างน้อย 1 วัน (ไป-กลับ) และ ต้องนอนบ้านด้วย อีก 1 วัน  โดยเฉลี่ยในเดือน มิถุนายน ผมต้องกลับบ้าน 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ เวลาว่างผมแทบจะไม่มี แต่ก็ต้องทำ

ในเดือน กรกฎาคม ผมสังเกตุได้ว่าแม่เริ่มชินแล้ว สีหน้าดีขึ้น อารมณ์ไม่ตึงเหมือนแรก และเหมือนจะทราบว่าผมมีปัญหาขณะขับรถกลับบ้านมาหาท่าน  เลยบอกว่าถ้าลงเวรดึกเพื่อจะกลับมาเพื่อพาไปซื้อของแล้วกลับในวันนั้น ก็อย่ามา ให้มานอนด้วยดีกว่า   เพราะเดือนมิถุนานั้น ผมหลับในบ่อยครั้ง ขณะขับรถ ซึ่งแม่คงจะทราบ แต่ผมก็ไม่เคยบอก   แม่ก็พูดถึงพ่อหลายๆเรื่อง เราจะพูดแต่สิ่งดีๆให้อยู่ในความทรงจำตลอดไป

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2558

วาระสุดท้าย

2 มิถุนายน 58

หลังจากเมื่อวานที่อาการของพ่อแย่ลงอย่างมาก อย่างน่าเป็นห่วง  และวันนี้ก็มาถึง ...  เช้าวันนี้ ราวๆ 6-7 โมงเช้าขณะที่กำลังจะแทงเส้นให้น้ำเกลือคนไข้ มีโทรศัพท์เข้ามาขึ้นชือ อาร์ม ผมก็ใจไม่ดี เพราะเสียงโทรศัพท์ที่มาเวลานี้นั้น จะเป็นอาการของพ่อที่แย่ลง ...  และมันก็เป็นอย่างนั้น   อาร์มบอกว่า "เอส พ่อไปแล้วเด้อ"  ในขณะที่กำลังแทงเส้นให้น้ำเกลืออยู่  ผมรู้สึกเสียใจแต่ไม่ร้องไห้  เพราะผมทำใจมานานแล้ว

การจากไปของพ่อนั้น อาเล่าให้ฟังว่าเป็นการจากไปอย่างสงบไม่มีร้องปวดไม่มีหอบเหนื่อย  พ่อหลับสบาย   ก่อนหน้านี้ช่วงราวๆตี2 อาก็ปลุกมาดื่มน้ำอยู่   ผมถือว่าจากไปอย่างสงบ

ผมคิดว่าน่าจะเป็นภาวะ เสียชีวิตแบบเฉียบพลันจากลิ่มเลือดอุดกั้นที่ปอดเพิ่มขึ้นเมื่อวานนั่นเอง

การจัดงานศพนั้นเราทำกันแบบเรียบง่าย ญาติพี่น้องมาช่วยทำงาน ช่วยคิด ช่วยขนของ อย่างดีงานก็ผ่านไปได้อย่างลุล่วงในวันนี้

อาร์มขอบวชทดแทนบุญคุณ 7 วัน ผมก็ได้พาญาติๆ ช่วยพาไปบวชที่วัด จนเสร็จพิธีและจะมาจำวัดที่วัดป่าบ้านปอแดง วัดเดิมของหลวงตา ได้อนุโมทนาให้ปฏิบัติธรรมให้ดีที่สุดเพื่อส่งดวงวิญญาณพ่อ

กำหนดเผา วันพฤหัสบดี ก็ตรงวันที่ 3 พอดี

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2558

หรือมันคือคำเตือน

ขอเล่าย้อนหลังไปวันที่ 28 พค  ก่อน  วันนั้นช่วงเช้าราวๆ 7.30น. มีเสียงโทรศัพท์จากแม่มา พร้อมเสียง "ตกใจว่าพ่อเหนื่อย ชีพจรเต้นช้า ป้าอ้อยบอกว่าใกล้แล้ว" อยากให้ไปเยี่ยม  (ซึ่งปกติผมก็ไปบ่อยมากๆอยู่แล้ว) หลังจากวางสาย ภาพที่ผมนึกออกคือ พ่อน่าจะใกล้ถึงคราวแล้วนะ น่าจะนอนอย่างเดียวไม่พูดไม่จา หลังจากนี้ชีพจรคงอ่อนลงเรื่อยๆ  ....  นี่คือภาพในฝันขงผม

ผมรีบโทรมาขอลาเวรเช้าเพื่อกลับไปเยี่ยม กว่าจะเสร็จธุระ กว่าจะเดินทางด้วยรถประจำทางทำให้ไปถึงบ้านเกือบๆเที่ยงแล้ว  มิหนำซ้ำลืมเอากุญแจรถมอเตอร์ไซด์ไปด้วย (รถจอดที่บ้านเอ็ม) และก็โชคดีที่เอ็มขับรถยนต์มาส่งที่บ้าน

พอมาถึงเห็นพ่อนั่งกินข้าวที่แม่กำลังป้อนแบบฝืนๆ สีหน้าอิดโรย กินแล้วก็นอน แม่เล่าให้ฟังว่า เมื่อเช้าพ่อปลุกไม่ตื่น หลับลึก ได้เรียกป้าอ้อยมาช่วยดูให้   แต่เนื้อหาของป้าจริงๆแล้วคือ  หัวใจพ่อเต้นเร็ว หายใจเร็ว 30 ครั้ง/นาที  บอกแม่ว่าให้เตรียมตัวไว้  ...  แต่การรับรู้ของแม่และการถ่ายทอดออกมาเป็นอีกแบบ

เอาหล่ะวันนี้ไม่มีอะไรมาก  ผมก็กลับมาทำงานต่อช่วงเย็น โดยขับรถยนต์พ่อกลับมาด้วย และมีแผนว่าจะกลับมาอีกวันเสาร์

เช้าวันนี้ 1 มิย (วันวิสาขะบูชา)  แม่โทรมาอีกครั้งด้วยเสียงอ่อนๆ ว่าพ่อเหนื่อยมาก หอบมาก อยากให้ไปหา (ซึ่งจริงๆผมจะไปนอนด้วยวันที่ 2 จะพาแม่ไปหาหมอวันที่ 3) ป้าอ้อยก็โทรมาบอกอาการด้วย ผมเลยชวนภรรยาและพาลูกไปด้วย พอไปถึงพ่อก็หอบมากขึ้นจริงๆ ผมนับดูอัตราการหายใจ = 60ครั้ง/นาที พูดด้วยเสียงเบา สั้นๆ ฟังไม่รู้เรื่อง ลุกนั่งก็เหนื่อยหอบ วันนี้อาร์มก็กลับมาบ้านมาอยู่ด้วยก็พอได้ช่วยพยุง  ผมไปยืมเครื่องผลิตออกซิเจนจากป้าอ้อยมาให้พ่อได้ใส่ประคับประคองอาการ  ทางบ้านเองก็มีการตระเตรียมพื้นที่สำหรับจัดงาน มีการล้างบ้านล้างพื้น ยกข้าวของให้เป็นระเบียบไว้  วันนี้ผมก็อยู่ด้วยถึงเย็นก่อนจะกลับ







วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

สรุปอาการ 22 / 5 / 58

พ่อนอนเสียส่วนใหญ่ ปลุกแล้วตื่นมาคุยได้ บอกว่าไม่ได้ง่วงแต่มันตาปิดเอง หายใจไม่หอบเหมือนก่อน ตายังไม่เหลือง ท้องยังไม่บวม เท้ามีบวมบ้างถ้าห้อยเท้านานๆ เดินเข้าห้องน้ำได้ ทานอาหารที่แม่ป้อนได้จำนวนเท่าๆเดิม  มีพูดเพ้อ เห็นภาพหลอนคือเห็นคนอื่นๆเป็นต้น

ความเชื่อไสยศาสตร์

เมื่อวานนี้ 22 พค 58 ผมกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อ-แม่ ช่วงนี้ต้องไปเกือบทุกวันที่ว่าง

ไปถึงบ้านก็พบว่าแม่ได้ไปเชิญ "พ่อปู่" ซึ่งเป็นเหมือนบุคคลที่มีความรู้เรื่องทางดวง ไสยศาสตร์ ให้มาที่บ้าน  สืบเนื่องจาก ก่อนหน้านี้แม่ไปหา "พ่อปู่" เองถึงที่เลยที่ อำเภอกมลาไสย 2 ครั้งแล้ว ก็ไปสอบถามเกี่ยวกับอาการของพ่อว่าจะเป็นอย่างไรจะช่วยได้ไหม มิหนำซ้ำยังเอาดวงผลกับท้องไปให้ดูด้วย

ครั้งแรกนั้นได้ความว่า พ่อตับดำแล้ว มาหาช้าไป แต่ก็พอช่วยได้ มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับผีสาง เทวดานี่แหล่ะผมจำไม่ได้เท่าไหร่  และยังบอกด้วยว่า ลูก(ซึ่งหมายถึงผล) จะประสบความสำเร็จในธุรกิจ เพียงแต่ห่วงพ่อเลยยังไม่ได้ทำอะไร   และอีกหลายอย่าง บลาๆๆๆๆ

ครั้งที่สองก็ได้ไปหาอีก โดยเอาวันเดือนปีเกิด พ่อ แม่ ผม น้อง ภรรยา ลูกไปด้วย  ตัดผมพ่อ ไปด้วย  แต่ครั้งนี้ผมไม่ทราบว่าผมการดูนั้นเป็นอย่างไร

ครั้งที่สามล่าสุดได้พา "พ่อปู่" มาที่บ้านเลย ก็ให้พ่อนอนลงต่อหน้า แล้วมีการสวดมนต์ คลำท้อง แล้วก็ทักถึงผีสางที่เป็นผีจากไม้ที่พ่อตัดมา เขามาลงโทษไม้พวกนี้ไม่ควรอยู่ที่บ้าน แต่ถ้าจะไว้ที่บ้านก็ควรจะย้ายที่วางเสียใหม่ ส่วนไม้ที่เอาไปไว้บนบ้านนั้นให้เอาลงมาซะ (แม่บอกว่าแม่ไม่ได้เล่าประเด็นนี้ให้ พ่อปู่ ฟัง) ผมก็ได้พาเอาไม้ที่ว่าลงมา มันเป็นไม้ที่ผ่านการเหลาแล้ว(เรียกไม่ถูก) หลังจากนั้นก็เอาไม้มา 3 ชิ้น จากกองไม้1ชิ้น  จากบนบ้าน 1 ชิ้น และอีก 1 ชิ้น   มาเขียนยันต์สวดมนต์ลงไม้ ให้เอาไม้ทั้ง 3 นี้ไปวางไว้กับกองด้วยกัน เพื่อให้ไม่มีอันตราย ไม่มีผีสางใดๆ ส่วนไม้ที่ตัดมาบางส่วนก็เอาไปไว้ที่เดิมที่ตัดมา ซึ่งก็คือ ข้างหนองน้ำ ผมก็ได้พาไป

แม่ค่อนข้างเชื่อมาก เชื่อจนขนาดที่คิดว่า พ่อไม่น่ามีมะเร็ง ....           ขนาดนั้นเลย ปฏิบัติตามอย่างศรัทธา แต่ผมนั้นมีความขัดๆในตัว ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง เพราะผมเห็นผมการตรวจนั้นเองว่าพ่อเป็นมะเร็ง และมีก้อนที่ตับด้วย  แต่ก็อย่างว่ามันคือคนที่ไม่มีทางเลือก และเรื่องแบบนี้มันอธิบายไม่ได้แต่เป็นที่พึ่งทางใจได้อย่างดี

ผมก็หวังว่าแม่คงจะไม่หมดเงินหมดทองกับเรื่องแบบนี้นะ

วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

สรุปอาการ 16.5.58

นอนมากขึ้น นั่งทรงตัวได้แต่มีท่าทางเพลียอย่างเห็นได้ชัด ตืนรับประทานข้าวได้ ดื่มน้ำได้ ตายังไม่เหลือง ท้องยังไม่บวม นอนราบได้ แต่สังเกตุผิวออกเหลืองๆ ขาไม่บวม สังเกตุได้ว่าอาการทรุดลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบจากเข้ารักษาใหม่ๆ พูดได้น้อยเสียงเบา มีพูดเพ้อๆบางครั้ง แต่ยังสื่อสารได้ดี

16/5/58 เหลือเวลาอีก 6 เดือน

16/5/58 วันนี้เป็นวันที่หลวงพ่อคูณละสังขาร และเป็นวันเผาศพตาเภาด้วย

เมื่อพฤหัสบดีที่ผ่านมาได้พาพ่อไปตรวจตามนัดที่ รพ.ศรีนครินทร์กับแพทย์โรคทางเดินอาหาร  พาพ่อไปแต่เช้า เพราะก็ทราบกันดีกับการใช้เวลาในการติดต่อกับโรงพยาบาล

ผมก็โชคดีที่เป้นบุคคลากรมีคิวเร็วกว่าคนอื่นๆ แต่ก็เสียเวลากับการหาประวัติหลายชั่วโมง วันนั้นพ่อนั่งรถเข็นทั้งวันเพราะเดินไม่ไหว สีหน้าท่าทางเรียบๆ อิดโรย พูดน้อย เรื่องเหนื่อยก็ดีขึ้นมากๆ  ข้าวเช้าทานมาเพียงนม

ผมไปกับพ่อ 2 คนก็สะดวกดี เพราะชินกับสถานที่แล้ว ได้เข้าตรวจราวๆเกือบ 11 โมง ซึ่งที่จริงควรจะเร็วกว่านั้น  หมอดูผล CT ช่องท้อง แล้วได้หันมาเรียกผมไปคุยที่อื่นเพื่อบอกผลตรวจและสอบถามว่าพ่อทราบหรือยัง ซึ่งผมก็บอกไปว่าท่านทราบแล้ว หมอจึงเข้ามาพูดความจริงให้พ่อทราบว่าก้อนมันลุกลามเข้าไปเบียดเส้นเลือดที่ตับทำให้ผ่าตัดอะไรไม่ได้แล้ว ทางรักษาคือ เคมีบำบัดซึ่งก็ไม่การันตีว่าจะหายขาดอาจจะเพียงแค่ยืดเวลาเท่านั้น  หรืออาจจะทนกับการให้เคมีบำบัดไม่ไหว  ให้เราไปปรึกษากันก่อน

พ่อก็ยังมีสีหน้าเรียบเฉยแบบเดิม

มาถึงบ้านผมได้เล่าอาการและความจริงให้พี่น้องทราบ (พี่น้องของพ่อมาเยี่ยมเยอะมาก อาสังข์และภรรยา , อามน , อาแดง , ภรรยาลุงทอง) หลายๆท่านก็เข้าใจไม่มีอาการตกใจมากมายนักแต่ได้ช่วยกันให้กำลังใจพ่อและแม่

หลังจากนั้น 1 วันพวกท่านก็พากันกลับบ้าน ยกเว้นอาแดงที่อยู่ช่วยดูแลพ่อไปก่อน อย่างน้อยก็เป็นเพื่อนแม่ในช่วงที่ท่านกำลังฝึกทำใจ แต่แม่กลับมีความหวังว่าพ่อจะหายได้ไม่คิดว่าจะมีปัญหาที่ตับคิดว่าเป็นแค่ที่ปอด(ซึ่งจริงๆผมก็อธิบายอย่างละเอียดหลายรอบแล้ว)  นั่นแสดงว่าท่านยังอยู่ระยะปฏิเสธอยู่ หน้าที่ผมก็คงให้กำลังใจท่านต่อไป







วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

กำลังใจจากครอบครัว

ข่วงนี้  อา(น้องของพ่อ) มีอามน อาแดง และพี่หนิง (ลูกของพี่ชายพ่อ) มาเยี่ยมที่ รพ. ได้มานอนพักที่ บ้านที่กาฬสินธุ์กับแม่ ก็พอดีที่มีเสียงอัปมงคลทำร้ายจิตใจแม่พอดี อย่างน้อยแม่ก็มีเพื่อนคุย เพื่อนคลายเหงาได้บ้าง

ก็เป็นช่วงเดียวกันที่อาร์มกลับมาช่วงวันหยุดมาเยี่ยมพ่อได้พาแฟนมาด้วย  แต่ก็อยู่ได้เพียง 1 วันเพราะต้องเผื่อเวลาสำหรับเดินทางด้วย

สำหรับแม่ผมเห็นได้ชัดเจนว่าผ่อนคลายไปเยอะ เพราะมีเพื่อนอย่างอาๆ และพี่หนิงมาเป็นเพื่อน
แต่หลังจากนี้ก็ต้องอยู่คนเดียวไปก่อน ก็หวังว่ากำลังใจที่มาช่วยนั้น น่าจะทำให้เข้มแข็งได้   ส่วนผมก็อยู่ที่ ขอนแก่นคอยดูแลพ่อทางนี้

ความเป็นห่วงของชาวบ้าน (หรือเปล่า) กับความอ่อนไหวของจิตใจแม่

แม่หลายวันก่อน แม่โทรศัพท์มาหาผมพร้อมเสียงร้องไห้ จับใจความได้ว่า  มีชาวบ้านมาพูดถึงอาการของคนที่รู้จักว่าคล้ายๆกับพ่อ หลังจากนั้นก็เสียชีวิต   คำพูดทำนองนี้ได้เข้ามาหาแม่เรื่อยๆ อยู่2 วัน จนรู้สึกทนไม่ไหว ก็ได้เดินทางมาที่ รพ. เพื่อหลีกหนีเสียงชาวบ้านเหล่านั้นทันที

ผมว่าความเป็นห่วงของชาวบ้านเรานั้น บางครั้งใช้คำพูดไม่เป็น อาจจะเรียกได้ว่าไม่มีมารยาท โดยเฉพาะที่ทำงานใน อบต.หน้าบ้าน  ผมก็ไม่ทราบว่าเป็นใครตำแหน่งไหน  แต่มันบ่งบอกว่าเขาไม่ได้ทำหน้าที่ดูแลประชาชนที่ดีพอ

ในวันที่แม่มาหานั้น อย่างน้อยก็ไม่มีเสียงพูดอัปมงคลทำร้ายจิตใจกันอย่างที่บ้าน การได้ดูแลสามีก็พอจะทำให้ความกังวลเหล่านั้นลดลงได้บ้าง


วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2558

ดูแลแต่พ่อแม่คนอื่นถึงตอนนี้ต้องดูแลพ่อแม่ตัวเองบ้าง

ภายหลังที่พ่อเข้ารักษาที่ศูนย์หัวใจสิริกิติ์นั้นผมเองในฐานะที่เป็นพยาบาลได้พูดคุยกับแพทย์บ้างแล้วว่าสงสัยอะไรในการเจ็บป่วยของพ่อบ้าง ซึ่งก็สงสัยเรื่อง มะเร็งที่ตับ หรือ พวกมะเร็งท่อน้ำดี  เมื่อเกิดความสงสัยดังนั้นในความที่ผมเคยดูแลคนไข้มะเร็งท่อน้ำดีมาก่อนก็พบว่ามันนับระยะเวลาถอยหลังได้เลย

ช่วงเวลานั้นผมครุ่นคิดหนักมากมากจนร้องไห้แบบแห้งๆ คือพยายามไม่ให้แม่เห็น ไม่ให้ใครเห็น เพราะผมต้องเป็นที่พึ่งเขาเหล่านั้น  แต่คนที่จับอารมณ์นี้ได้คือ "ภรรยา" ผมเอง ช่วงแรกนั้นผมพูดกับพ่อก็จะมีน้ำตาคลอเบ้าออกมา และก็รีบออกมาจากพ่อ แล้วก็เริ่มมาองถึงอนาคตต่อไปว่าจะทำอย่างไรดี ใครจะดูแลแม่  และจะดูแลอย่างไร

ผมต้องเป็นคนแรกที่ร้องไห้ และต้องตั้งตัวให้ได้โดยเร็ว เพราะต้องกลายเป็นที่พึ่งของครอบครัวในอนาคต เพราะที่ผ่านมาแทบไม่ได้ดูแลพ่อแม่เลย นี่คงจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ดูแลยามท่านแก่เฒ่าและล้มป่วยลง

เมื่อวันพ่อล้มป่วย

กระทู้นี้เป็นกระทู้เปิดสำหรับบันทึกเรื่องราวสำหรับชีวิตของผมนี้

พ่อผมชื่อบุญทม ประสารกก อายุปัจจุบัน  61 ปีเศษ  อาชีพเดิมขณะที่อยู่ สมุทรปราการคือ ลูกจ้างตั้งแต่ผมจำความได้ อาชีพแรกๆคือ คนขับรถแท็กซี่  เป็นแท็กซี่ธรรมดาไม่มีมิเตอร์ด้วย ต่อจากนั้นไปขับรถในกรม(อะไรซักอย่าง) ต่อด้วยไปขับรถในบ้านของครอบครัวหนึ่ง สุดท้ายอยู่กับนายที่เป็นนายทหารจนกระทั่งกลับมาอยู่บ้านที่กาฬสินธุ์ ในระหว่างขับรถทั้งหลายนั้นก็ช่วยแม่ค้าขาย ซื้อของ ไปจ่ายตลาด ตื่นตีห้า กลับ ห้าโมง ชีวิตเป็นแบบนี้ประจำจนน้องชายผมเรียนจบจึงได้กลับมาใช้ชีวิตที่บ้านกาฬสินธุ์อย่างสมบูรณ์  รวมชีวิตการทำงานใน สมุทรปราการ (หรือที่ผมเรียกว่า กทม.) ประมาณเท่าที่ผมจำได้คือ 25 ปี (โดยประมาณนะครับ)

ตลอดระยะเวลาที่อยู่สมุทปราการนั้นพ่อขยันทำงานมาก ยกลังน้ำ ยกถุงข้าว ปั่นจักรยานไปซื้อของที่ร้านส่งบางร้านห่างจากบ้านหลายกิโลเมตร(ผมประมาณการณ์ว่า 2-3 กิโลเมตร) ปั่นจักรยานไปส่งแม่ที่ปากซอย (ประมาณ 1-2 กิโลเมตร)  ขึ้นรถเมล ต่อสายนี้ไปสายนั้น  เดินจากที่นี่ไปที่นั่น กลับมาบ้านยังต้องช่วยแม่ทำงานที่ร้านค้า ซึ่งจะได้พักจริงๆก็หลัง สี่ทุ่ม เป็นแบบนี้เกือบทุกวันตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผมจำได้

ในระหว่างพักผ่อนพ่อจะต้องดื่มเหล้า40 ดีกรี  บางครั้งก็เชียงชุน ทีละแก้วเล็กเหตุผลคือเพื่อพละกำลัง หรือเพื่อคลายเหนื่อย ดื่มแล้วก็นอนพัก  และที่สำคัญคือพ่อสูบบุหรี่ประจำผมได้ถามแม่ว่าความถี่ที่พ่อสูบนั้นเท่าไหร่ แม่ก็ตอบว่า "มวนต่อมวน" สิ่งเหล่านี้เป็นความเสี่ยงที่พ่อได้กระทำมันมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายสิบปีในระหว่างที่ทำงานหาเงินเลี้ยงลูกๆ

ปกติพ่อเป็นคนที่ลงพุงเอามาก ทานอาหารได้เยอะโดยเฉพาะฝีมือแม่ ข้าวเหนียวหมดเป็นกระติบ ปลาทุกตัวในจานจะโดนดูดกินจนจืด แกงในถ้วยก็ไม่เหลือน้ำ เอาเป็นว่าเป็นคนที่เจริญอาหารพอสมควร

ช่วงที่กลับมาอยู่ที่กาฬสินธุ์นั้นใช่ว่าจะพักผ่อน  พ่อยังทำงานต่อไปเหมือนสมัยที่อยู่สมุทรปราการ คือ ทำนา  ค้าขาย  ตัดหญ้า  ป้าอ้อยก็พูดว่า "แกขยันมาก"  และก็ดื่มเหล้า กับสูบบุหรี่ต่อเนื่อง

จนช่วงราวๆปี 58 นี้ผมสังเกตุว่าพ่อผอมลงเรื่อยๆช่วงแรกๆก็ไม่ได้เอ่ะใจอะไร  จนพ่อบอกว่าเหนื่อยง่ายแต่ก็ยังทำงานต่อเหมือนเดิม ขณะนั้นผมคิดว่าน่าจะเกิดจาก "ภาวะซีด" ที่เคยมีอาการมาก่อนช่วงนั้นมีภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารแต่ก็หายแล้ว  ผมได้บอกให้พ่อไปตรวจที่ รพ.ใกล้บ้าน ผลก็ปกติไม่มีอะไร ไม่มีซีด  ต่อมาเริ่มเหนื่อยมากขึ้นน้ำหนักก็ลดลงอีก ประกอบกับเริ่มเบื่ออาหาร ผมโทรมาคุยกับพ่อพอรู้ว่ามีอาการอย่างนี้ก็ให้ไปตรวจที่เดิมอีกครั้งเพราะสิทธิการรักษาอยู่ที่นั่น ผลก็ออกมาว่ามีภาวะติดเชื้อ ก็ได้ยาปฏิชีวะนะมากิน แต่อาการเหนื่อยไม่ดีขึ้นเลยอีกทั้งเบื่ออาหารมากขึ้นกว่าเดิม  จนวันหนึ่งแม่โทรมาบอกด้วยอาการใจเสียว่า พ่อเป็นลมอยู่นา ผมเลยโทรถามอาการก็บอกว่ามีเจ็บหน้าอกด้วย  พอได้ยินดังนั้นผมคิดเลยว่าน่าจะเป็นโรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งสำหรับผมแล้วโรคนี้ไม่น่ากลัวซักเท่าไหร่

ผมได้รับตัวพ่อมาตรวจเองที่ศูนย์หัวใจทันที่ ในวันที่ 9 เมษายน เพราะให้ไปตรวจที่ รพ.ใกล้บ้านก็บอกว่าปกติ  มาที่ศูนย์หัวใจได้ทำการคัดกรองโรคทางหัวใจก็ผลปกติดี เดือนสายพานได้ครบตามเวลา ไม่มีลักษณะของโรคหัวใจขาดเลือด หรือ โรคลิ้นหัวใจแต่อย่างใด จึงได้พาพ่อกลับบ้านและจะมาตรวจตามนัดอีก  แต่ภายหลังสงกรานต์อาการเหนื่อยมากขึ้นทันทีทันใดจนแม่โทรมา และผมก็ได้ให้ภรรยาพาขับรถกลับมารับพ่อเพื่อมาตรวจที่ ศูนย์หัวใจอีกครั้งในวันที่ 22 เมษายน โชคดีที่ป้าอ้อยจัดการเรื่องหนังสือส่งตัวให้เรียบร้อยจึงไม่มีปัญหาอะไร

หมอสงสัยว่าอาการเหนื่อยน่าจะมาจากปอด ไม่ใช่จากหัวใจ ในคืนนั้นได้ทำ CT ฉุกเฉินผลพบว่า มีลิ่มเลือดอุดตันที่หลอดเลือดปอด คุณหมออธิบายว่าขนาดใหญ่ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เหนื่อยขึ้นมาทันทีทันใด ในคืนนั้นก็ได้รับการรักษาโดยการฉีดยาสลายลิ่มเลือดทางหน้าท้องตามมาตรฐาน  แต่...  คำถามคือ ลิ่มเลือดนั้นมันมาได้อย่างไร  เพราะโดยปกติที่ผมพบจะมาจาก คนที่เป็นโรคเล้นเลือดขอด หรือ มีอาการของหลอดเลือดดำอุดตัน  แต่พ่อไม่มี  โดยจะเหลือสาเหตุเพียงสาเหตุเดียวคือ "มะเร็ง"  ซึ่งคุณหมอคลำพบตับโต ร่วมกับประวัติการดื่มเหล้า กินปลาดิบ  ผลเลือดที่เป็นสารบ่งชี้มะเร็งบางตัวก็ให้ค่าสูง ตอนนี้จึงเหลือเพียงการประเมินขั้นสุดท้ายคือ การ CT ดูท้องว่าตับ หรือ อวัยวะข้างเคียงนั้นเป็นอย่างไรจะได้วางแผนการรักษาต่อ

ต้องขอบอกเลยว่าก่อนหน้านี้ไปนัดคิว CT ช่องท้องได้ขอความกรุณาจากพี่พนักงานการแพทย์ที่ทำงานด้วยกันไปจัดการให้ ก็ได้คิววันที่ 15 พค 58 ซึ่งดีกว่าถ้าปกติจะได้เดือน มิถุนายน  แต่ก็โชคดีที่เพื่อนพยาบาลพอมีความสามารถในการหาคิวได้เร็วซึ่งเร็วมากๆคือวันที่ 28 เมษายน คือไม่ถึง 1 อาทิตย์ นี่ก็เป็นเรื่องที่โชคดีมากๆที่เพื่อนช่วยจัดการเรื่องคิวให้ได้

ภายหลังการเข้ารับการรักษานั้นอาการเหนื่อยก็ดีขึ้นบ้างเล็กน้อย หายใจเร็วประมาณ 40 ครั้ง/นาที  ทำกิจกรรมเพียงเล็กน้อยก็เหนื่อย ซึ่งก็เกิดจากเจ้าลิ่มเลือดนั่นแหล่ะขณะนี้ทำได้เพียงว่าระให้มันสลายไปในที่สุด ด้วยการฉีดยา

วันนี้วันที่ 28 เมษายน เป็นวันที่ทำ CT ที่ช่วงท้องก็จะได้รู้ว่าผลเป็นอย่างไร จะได้วางแผนการรักษาได้ถูกต้องต่อไป