วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2558

เมื่อวันพ่อล้มป่วย

กระทู้นี้เป็นกระทู้เปิดสำหรับบันทึกเรื่องราวสำหรับชีวิตของผมนี้

พ่อผมชื่อบุญทม ประสารกก อายุปัจจุบัน  61 ปีเศษ  อาชีพเดิมขณะที่อยู่ สมุทรปราการคือ ลูกจ้างตั้งแต่ผมจำความได้ อาชีพแรกๆคือ คนขับรถแท็กซี่  เป็นแท็กซี่ธรรมดาไม่มีมิเตอร์ด้วย ต่อจากนั้นไปขับรถในกรม(อะไรซักอย่าง) ต่อด้วยไปขับรถในบ้านของครอบครัวหนึ่ง สุดท้ายอยู่กับนายที่เป็นนายทหารจนกระทั่งกลับมาอยู่บ้านที่กาฬสินธุ์ ในระหว่างขับรถทั้งหลายนั้นก็ช่วยแม่ค้าขาย ซื้อของ ไปจ่ายตลาด ตื่นตีห้า กลับ ห้าโมง ชีวิตเป็นแบบนี้ประจำจนน้องชายผมเรียนจบจึงได้กลับมาใช้ชีวิตที่บ้านกาฬสินธุ์อย่างสมบูรณ์  รวมชีวิตการทำงานใน สมุทรปราการ (หรือที่ผมเรียกว่า กทม.) ประมาณเท่าที่ผมจำได้คือ 25 ปี (โดยประมาณนะครับ)

ตลอดระยะเวลาที่อยู่สมุทปราการนั้นพ่อขยันทำงานมาก ยกลังน้ำ ยกถุงข้าว ปั่นจักรยานไปซื้อของที่ร้านส่งบางร้านห่างจากบ้านหลายกิโลเมตร(ผมประมาณการณ์ว่า 2-3 กิโลเมตร) ปั่นจักรยานไปส่งแม่ที่ปากซอย (ประมาณ 1-2 กิโลเมตร)  ขึ้นรถเมล ต่อสายนี้ไปสายนั้น  เดินจากที่นี่ไปที่นั่น กลับมาบ้านยังต้องช่วยแม่ทำงานที่ร้านค้า ซึ่งจะได้พักจริงๆก็หลัง สี่ทุ่ม เป็นแบบนี้เกือบทุกวันตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผมจำได้

ในระหว่างพักผ่อนพ่อจะต้องดื่มเหล้า40 ดีกรี  บางครั้งก็เชียงชุน ทีละแก้วเล็กเหตุผลคือเพื่อพละกำลัง หรือเพื่อคลายเหนื่อย ดื่มแล้วก็นอนพัก  และที่สำคัญคือพ่อสูบบุหรี่ประจำผมได้ถามแม่ว่าความถี่ที่พ่อสูบนั้นเท่าไหร่ แม่ก็ตอบว่า "มวนต่อมวน" สิ่งเหล่านี้เป็นความเสี่ยงที่พ่อได้กระทำมันมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายสิบปีในระหว่างที่ทำงานหาเงินเลี้ยงลูกๆ

ปกติพ่อเป็นคนที่ลงพุงเอามาก ทานอาหารได้เยอะโดยเฉพาะฝีมือแม่ ข้าวเหนียวหมดเป็นกระติบ ปลาทุกตัวในจานจะโดนดูดกินจนจืด แกงในถ้วยก็ไม่เหลือน้ำ เอาเป็นว่าเป็นคนที่เจริญอาหารพอสมควร

ช่วงที่กลับมาอยู่ที่กาฬสินธุ์นั้นใช่ว่าจะพักผ่อน  พ่อยังทำงานต่อไปเหมือนสมัยที่อยู่สมุทรปราการ คือ ทำนา  ค้าขาย  ตัดหญ้า  ป้าอ้อยก็พูดว่า "แกขยันมาก"  และก็ดื่มเหล้า กับสูบบุหรี่ต่อเนื่อง

จนช่วงราวๆปี 58 นี้ผมสังเกตุว่าพ่อผอมลงเรื่อยๆช่วงแรกๆก็ไม่ได้เอ่ะใจอะไร  จนพ่อบอกว่าเหนื่อยง่ายแต่ก็ยังทำงานต่อเหมือนเดิม ขณะนั้นผมคิดว่าน่าจะเกิดจาก "ภาวะซีด" ที่เคยมีอาการมาก่อนช่วงนั้นมีภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารแต่ก็หายแล้ว  ผมได้บอกให้พ่อไปตรวจที่ รพ.ใกล้บ้าน ผลก็ปกติไม่มีอะไร ไม่มีซีด  ต่อมาเริ่มเหนื่อยมากขึ้นน้ำหนักก็ลดลงอีก ประกอบกับเริ่มเบื่ออาหาร ผมโทรมาคุยกับพ่อพอรู้ว่ามีอาการอย่างนี้ก็ให้ไปตรวจที่เดิมอีกครั้งเพราะสิทธิการรักษาอยู่ที่นั่น ผลก็ออกมาว่ามีภาวะติดเชื้อ ก็ได้ยาปฏิชีวะนะมากิน แต่อาการเหนื่อยไม่ดีขึ้นเลยอีกทั้งเบื่ออาหารมากขึ้นกว่าเดิม  จนวันหนึ่งแม่โทรมาบอกด้วยอาการใจเสียว่า พ่อเป็นลมอยู่นา ผมเลยโทรถามอาการก็บอกว่ามีเจ็บหน้าอกด้วย  พอได้ยินดังนั้นผมคิดเลยว่าน่าจะเป็นโรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งสำหรับผมแล้วโรคนี้ไม่น่ากลัวซักเท่าไหร่

ผมได้รับตัวพ่อมาตรวจเองที่ศูนย์หัวใจทันที่ ในวันที่ 9 เมษายน เพราะให้ไปตรวจที่ รพ.ใกล้บ้านก็บอกว่าปกติ  มาที่ศูนย์หัวใจได้ทำการคัดกรองโรคทางหัวใจก็ผลปกติดี เดือนสายพานได้ครบตามเวลา ไม่มีลักษณะของโรคหัวใจขาดเลือด หรือ โรคลิ้นหัวใจแต่อย่างใด จึงได้พาพ่อกลับบ้านและจะมาตรวจตามนัดอีก  แต่ภายหลังสงกรานต์อาการเหนื่อยมากขึ้นทันทีทันใดจนแม่โทรมา และผมก็ได้ให้ภรรยาพาขับรถกลับมารับพ่อเพื่อมาตรวจที่ ศูนย์หัวใจอีกครั้งในวันที่ 22 เมษายน โชคดีที่ป้าอ้อยจัดการเรื่องหนังสือส่งตัวให้เรียบร้อยจึงไม่มีปัญหาอะไร

หมอสงสัยว่าอาการเหนื่อยน่าจะมาจากปอด ไม่ใช่จากหัวใจ ในคืนนั้นได้ทำ CT ฉุกเฉินผลพบว่า มีลิ่มเลือดอุดตันที่หลอดเลือดปอด คุณหมออธิบายว่าขนาดใหญ่ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เหนื่อยขึ้นมาทันทีทันใด ในคืนนั้นก็ได้รับการรักษาโดยการฉีดยาสลายลิ่มเลือดทางหน้าท้องตามมาตรฐาน  แต่...  คำถามคือ ลิ่มเลือดนั้นมันมาได้อย่างไร  เพราะโดยปกติที่ผมพบจะมาจาก คนที่เป็นโรคเล้นเลือดขอด หรือ มีอาการของหลอดเลือดดำอุดตัน  แต่พ่อไม่มี  โดยจะเหลือสาเหตุเพียงสาเหตุเดียวคือ "มะเร็ง"  ซึ่งคุณหมอคลำพบตับโต ร่วมกับประวัติการดื่มเหล้า กินปลาดิบ  ผลเลือดที่เป็นสารบ่งชี้มะเร็งบางตัวก็ให้ค่าสูง ตอนนี้จึงเหลือเพียงการประเมินขั้นสุดท้ายคือ การ CT ดูท้องว่าตับ หรือ อวัยวะข้างเคียงนั้นเป็นอย่างไรจะได้วางแผนการรักษาต่อ

ต้องขอบอกเลยว่าก่อนหน้านี้ไปนัดคิว CT ช่องท้องได้ขอความกรุณาจากพี่พนักงานการแพทย์ที่ทำงานด้วยกันไปจัดการให้ ก็ได้คิววันที่ 15 พค 58 ซึ่งดีกว่าถ้าปกติจะได้เดือน มิถุนายน  แต่ก็โชคดีที่เพื่อนพยาบาลพอมีความสามารถในการหาคิวได้เร็วซึ่งเร็วมากๆคือวันที่ 28 เมษายน คือไม่ถึง 1 อาทิตย์ นี่ก็เป็นเรื่องที่โชคดีมากๆที่เพื่อนช่วยจัดการเรื่องคิวให้ได้

ภายหลังการเข้ารับการรักษานั้นอาการเหนื่อยก็ดีขึ้นบ้างเล็กน้อย หายใจเร็วประมาณ 40 ครั้ง/นาที  ทำกิจกรรมเพียงเล็กน้อยก็เหนื่อย ซึ่งก็เกิดจากเจ้าลิ่มเลือดนั่นแหล่ะขณะนี้ทำได้เพียงว่าระให้มันสลายไปในที่สุด ด้วยการฉีดยา

วันนี้วันที่ 28 เมษายน เป็นวันที่ทำ CT ที่ช่วงท้องก็จะได้รู้ว่าผลเป็นอย่างไร จะได้วางแผนการรักษาได้ถูกต้องต่อไป











ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น